นิทานอาเซียน ประเทศพม่า เรื่อง หุ่นทั้งสี่

 

 

ครั้งหนึ่งมีช่างทำหุ่นและภรรยา ทั้งคู่มีบุตรชายชื่อ อ่อง วันหนึ่งอ่องตัดสินใจจะออกจากบ้านเพื่อเที่ยวแสวงหาโชคในแดนไกล เมื่อบิดาอนุญาตแล้ว อ่องก็เตรียมตัวเดินทาง มารดาจัดหาอาหารที่จะเก็บเอาไว้ได้นานวันให้เอาไปกินตามทาง บิดาก็ให้หุ่นไปสี่ตัวเพื่อเก็บเอาไว้เป็นเพื่อนและไว้ช่วยเหลือกันตามทาง

อ่านเพิ่มเติม

นิทานอาเซียน ประเทศเวียดนาม เรื่อง จอมกะล่อน

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คนพากันเรียกว่า จอมกะล่อน เขาเป็นเด็กฉลาด แต่ก็เหมือนกับชื่อของเขาที่บอกกล่าวไว้ล่วงหน้า คือ เขาใช้ความฉลาดส่วนใหญ่ไปในการเที่ยวพูดโป้ปดมดเท็จต่างๆนานา เขาสนุกสนานกับการหลอกคนอื่นได้รอบบ้าน ไม่มีผู้ใดรอดจากการเป็นเหยื่อให้เขาหลอกต้มไปได้เลย แม้แต่ป้าและลุงผู้ซึ่งเลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่หลังจากพ่อแม่ของเขาตายจากไป

อ่านเพิ่มเติม

นิทานอาเซียน ประเทศกัมพูชา เรื่อง กลิ่นอาหาร

มีชายยากจนคนหนึ่ง อาศัยอยู่ใกล้บ้านเศรษฐี โดยปลูกเป็นกระท่อมเล็ก ๆ เขาจะย้ายกระท่อมที่พักนี้ตามทิศทางลม เพราะชายผู้นี้จะคอยสูดกลิ่นอาหารที่มาจากบ้านเศรษฐี เศรษฐีสังเกตเห็นชายยาจกนี้ย้ายกระท่อมบ่อยจึงให้คนใช้ไปสืบถาม ชายยาจกก็บอกไปตามความจริงว่าย้ายตามฤดูกาลของทิศทางลม เพื่อจะสูดกลิ่นอาหารจากบ้านเศรษฐี
เมื่อเศรษฐีทราบจากคนใช้เช่นนั้น ก็บอกกับชายยาจกว่า “เจ้ามีชีวิตอยู่ได้เพราะกลิ่นอาหารจากบ้านเรา เจ้าจะต้องมาเป็นคนใช้บ้านเรา” ชายยาจกไม่ยอม เศรษฐีจึงนำชายยาจกไปฟ้องผู้พิพากษา ผู้พิพากษาตัดสินให้ชายยาจกเป็นคนใช้ของเศรษฐีแต่ชายยาจกไม่ยอม ขอร้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อพระมหากษัตริย์ได้ทราบเรื่องราวก็ทรงรับสั่งให้อำมาตย์นำผ้าขาวมาวางไว้กลางท้องพระโรง แล้วทรงให้นำเงินไปวางไว้ในผ้าขาว แล้วรับสั่งกับเศรษฐีว่า “เศรษฐีจงรับเงินค่าตัวของชายยาจกไปเถิด”

อ่านเพิ่มเติม

นิทานอาเซียน ประเทศลาว เรื่อง ภูท้าวภูนาง

กาลครั้งหนึ่ง มีนางยักษ์ตนหนึ่งชื่อว่ากินนา อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ใกล้ภูเขา นางกินนายังเป็นสาวไม่มีผัว อยู่ตัวเดียวเดี่ยวโดด ทุก ๆ เช้านางกินนาจะเดินไปตามป่า จะกลับมาบ้านต่อเมื่อถึงเวลาอาหาร นางจะเฝ้าดูน้ำที่ไหลไปตามซอกหินและต้นหญ้า บ่อยครั้งที่นางจะนั่งอยู่ใต้ต้นไทรที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปกว้าง ทำให้ร่มเย็นแสนสบาย

การที่นางกินนาใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ในป่าเช่นนั้น ทำให้นางคุ้นเคยกับสัตว์ป่านานาชนิด บางครั้งจะเห็นนางนั่งเล่นอยู่กับนกจำนวนมาก นกเหล่านั้นจะร้องเพลงให้หล่อนฟัง และบางครั้งหล่อนก็จะขึ้นไปนั่งบนคอช้างป่า

อ่านเพิ่มเติม

นิทานอาเซียน ประเทศประเทศฟิลิปปินส์ เรื่องกำเนิดค้างคาว

นานมาแล้ว แมวจับนกมาได้ตัวหนึ่ง มันก็นั่งกินนกจนอิ่มเหลือแต่ขนกองไว้ ทันใดนั้นแมวก็เห็นหนูวิ่งผ่านมา แมวตะปบไว้ได้ แมวยังรู้สึกอิ่ม จึงคิดว่าจะไว้กินหนูตัวนี้ตอนเย็น จึงวางหนูเอาไว้บนกองขนนก แล้วแมวก็ออกไปเดินเล่น หนูตัวนั้นเพียงแต่สลบไปยังไม่ตาย พอหนูรู้สึกตัวก็ขยับตัวจะคลานไปที่รังแต่รู้สึกประหลาดที่ลำตัว พอมองที่ลำตัวก็เห็นมีปีกอยู่ พอกระพือปีกก็บินได้ ทั้งนี้เพราะขนนกที่ตายยังมีเลือดอยู่ ขนที่ชุ่มเลือดจึงติดกับลำตัวหนูแน่น หนูมีปีกตัวนี้จึงบินไปที่กลุ่มนกและขออยู่กับนก และขอแต่งงานกับนางนก นางนกบอกว่า “ฉันไม่แต่งงานกับเธอหรอก รูปร่างเธอน่าเกลียดจริงๆเหมือนหนู” หนูมีปีกจึงบินกลับไปหาฝูงหนู ขออยู่กับหนู ฝูงหนูพากันขับไล่หนูมีปีกไม่ให้อยู่ด้วย หนูมีปีกรู้สึกอับอายยิ่งนักที่ตนไม่เป็นที่ยอมรับของทั้งหนูและนก จึงต้องซ่อนตัวอยู่ในตอนกลางวันไม่ให้ใครเห็นและออกหากินเฉพาะตอนกลางคืน ปัจจุบันเราเรียกหนูมีปีกนี้ว่า “ค้างคาว”

นิทานอาเซียน ประเทศสิงคโปร์ เรื่อง บาดังผู้ทรงพลัง

ครั้งหนึ่งในอาณาจักรยะโฮร์ มีทาสชายคนหนึ่งชื่อ บาดัง ทุกวันบาดังต้องออกไปทำงานหนักที่ในป่าเพื่อปรับพื้นดินให้แก่นาย โดยตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆขุดรากถอนโคนออก ยามว่างก็วางไซดักปลาในแม่น้ำใกล้ๆ
 
       วันหนึ่งบาดังผิดหวังเพราะไม่มีปลาในไซเลย แต่พอเขาก้มลงดูใกล้ๆก็เห็นเกล็ดปลาและก้างปลาอยู่ก้นไซ ต้องมีปลาเข้าแน่ๆแต่จะต้องมีใครมากินมันหมด วันแล้ววันเล่าที่บาดังเฝ้าวางไซดักปลา แล้วเหตุอย่างเดียวกันก็เกิดขึ้นทุกที คือ ในไซไม่มีปลามีแต่เกล็ดและก้างทิ้งไว้ บาดังจึงเอ่ยขึ้น “เห็นทีจะต้องค้นหาให้รู้ว่าใครขโมยปลาของเราไป” ดังนั้นวันหนึ่งเมื่อเขาวางไซแล้ว ก็ไปซ่อนตัวอยู่ในกอกกต้นสูงๆริมแม่น้ำ คอยทีอยู่ น้ำเย็นเยือกยิ่งขึ้นแต่บาดังก็ยังทนยืนไม่ยอมเคลื่อนที่ไปไหน เขาคอยอยู่เป็นเวลานาน เฝ้ามองดูปลาซึ่งติดไซพยายามแหวกว่ายน้ำหนี
 
        แล้วในที่สุดบาดังก็แลเห็นใครคนหนึ่งแอบย่องมาที่ไซของเขา ….มันเป็นอสุรกายนัยน์ตาแดงก่ำ ผมดกหนายุ่งเหยิง เครายาวลงมาถึงเอว พออสูรตนนั้นจะลงมือกินปลา บาดังก็กระโจนพรวดถึงตัวมัน “แกนั่นเอง ขโมยปลาของข้าไป” บางดังร้องตวาด ฉวยเคราไอ้เจ้าตัวนั่นไว้ มันพยายามจะออกวิ่งหนี แต่บาดังก็รั้งเครามันเอาไว้แน่น มันร้องวิงวอน “อย่าฆ่าข้าเลย อย่าฆ่าเลย ถ้านายปล่อยให้ข้ารอดขีวิต ข้าจะให้สิ่งที่นายปรารถนา ทรัพย์สิน อำนาจ กำลังกาย ล่องหนหายตัว หรือจะเอาอะไรก็ได้ ขออย่างเดียวโปรดอย่าทำร้ายข้าเลย”
       บาดังคิดอย่างรวดเร็ว ถ้าเขาขอทรัพย์สิน นายของเขาต้องเอาไปหมด สิ่งที่เขาอยากได้คือ กำลังกาย ถ้าเขามีกำลังกายแข็งแรงจะได้ใช้มันถอนต้นไม้ฮึ่ดเดียวให้หลุดออกทั้งรากทั้งโคน แล้วเขาจะได้ถากถางพื้นที่ได้เสร็จในเวลาไม่นาน บาดังจึงบอกแก่มันว่า “ข้าอยากได้กำลังกายให้แข็งแรง พอที่จะถอนต้นไม้ใหญ่ที่สุดได้ด้วยมือข้างเดียว” “ข้ายอมให้ตามความปรารถนาของนาย” อสูรกล่าว ” ทีนี้ปล่อยข้าไปเถิด ” แต่บาดังยังไม่ยอมปล่อยให้มันเป็นอิสระ จนกว่าจะได้ทดลองกำลังของเขาดูแล้ว บาดังลากเอาเจ้าอสูรไปด้วยมือข้างหนึ่ง เดินเข้าไปในป่า เอามือฉวยต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในป่า ซึ่งปกติแล้วเขาต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะโคนมันลงแล้วขุดรากถอนโคนมันได้เสร็จ แต่มาบัดนี้ต้นไม้มหึมานั้นหลุดพรวดพราดออกมาทั้งรากทั้งโคนง่ายเหมือนถอนต้นหญ้า เขาแข็งแรงจริงแล้ว! เขาจึง ปล่อยอสูรนั้นไป
 

อ่านเพิ่มเติม

นิทานอาเซียน ประเทศไทย เรื่อง ตำนานขนมครก

ไอ้กะทิ หนุ่มน้อยแห่งดงมะพร้าวเตี้ย แอบมีความรักกับ หนูแป้ง สาวสวยประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งคู่เจอกันวันลอยกระทง และสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอยึดมั่นความรักแท้ที่มีต่อกันชั่วฟ้าดินสลาย
ไอ้กะทิก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบหาเงินเพื่อมาสู่ขอลูกสาวจากผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับถูกปฏิเสธแถมยังโดนผู้ใหญ่ส่งชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือมาลอบทำร้าย แต่ไอ้กะทิก็ไม่ว่ากระไร มันพาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปบ้าน นอนหยอดน้ำข้าวต้มซะหลายวัน แต่ใจยังตั้งมั่นว่า วันหน้าจะมาสู่ขอหนูแป้งใหม่จนกว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน

อ่านเพิ่มเติม